สุนทรภู่

Posted: มีนาคม 8, 2013 in Uncategorized
 

 สุนทรภู่
สุนทรภู่

          ถ้าเอ่ยชื่อ “สุนทรภู่” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง “พระอภัยมณี” จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม  หรือ “มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์” หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย” และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “วันที่ 26 มิถุนายน” ของทุกปีคือ “วันสุนทรภู่” ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ “วันสุนทรภู่” ให้มากขึ้นค่ะ…

ชีวประวัติ “สุนทรภู่”

          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

          “สุนทรภู่” ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

          ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป 

          หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย 

          จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น “ขุนสุนทรโวหาร”

          ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “สังข์ทอง” ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง “สวัสดิรักษา” ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ “พ่อตาบ

          “สุนทรภู่” รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย 

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า “ห้องสุนทรภู่” 

          สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ”พ่อพัด” เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน “พ่อตาบ” เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ “พ่อนิล” เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ “พ่อกลั่น” และ “พ่อชุบ” อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า “ภู่เรือหงส์”

ผลงานของสุนทรภู่

          หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ 

          – นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) – แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง 

          – นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) – แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา 

          – นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) – แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา 

          – นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) – แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง 

          – นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) – แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา 

          – นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา 

          – รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) – แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น “รำพันพิลาป” จากนั้นจึงลาสิกขาบท 

          – นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี 

          – นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) – แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

          เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ

พระอภัยมณี
พระอภัยมณี
สุดสาคร

ประเภทสุภาษิต

          – สวัสดิรักษา- คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

          – สุภาษิตสอนหญิง – เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

          – เพลงยาวถวายโอวาท – คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร

          – เรื่องอภัยณุรา ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา

          – เรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม)

          – เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม

          แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องกากี

ตัวอย่างวรรคทองที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่

          ด้วยความที่สุนทรภู่เป็นศิลปินเอกที่มีผลงานทางวรรณกรรม วรรณคดีมากมาย ทำให้ผลงานหลาย ๆ เรื่องของ สุนทรภู่ ถูกนำไปเป็นบทเรียนให้เด็กไทยได้ศึกษา จึงทำให้มีหลาย ๆ บทประพันธ์ที่คุ้นหู หรือ “วรรคทอง” ยกตัวอย่างเช่น

บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอายทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไปไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

บางตอนจาก นิราศอิเหนา

จะหักอื่นขืนหักก็จักได้
หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก
แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ

บางตอนจาก พระอภัยมณี

บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพตแล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน(พระฤาษีสอนสุดสาคร)

แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

(พระฤาษีสอนสุดสาคร)

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
แค่องค์พระปฎิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา

เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก    
แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน
แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์
จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

(ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้ถูกนำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง “คำมั่นสัญญา”)

บางตอนจาก เพลงยาวถวายโอวาท

อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ
ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก
จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัยอันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ

บางตอนจาก สุภาษิตสอนหญิง

มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนานจะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น
อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
ไม่ควรพูดอื้ออึ้งขึ้นมึงกู
คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ

เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
จะพูดจาพิเคราะห์ให้เหมาะความ

รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา
จึงจะเบาแรงตนช่วยขนขวาย
มีข้าไทใช้สอย ค่อยสบาย
ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง

บางตอนจาก ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

แม่รักลูก ลูกก็รู้ อยู่ว่ารัก
ใครอื่นสัก หมื่นแสน ไม่แม้นเหมือน
จะกินนอนวอนว่า เมตตาเตือน
จะจากเรือน ร้างแม่ ก็แต่กายลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ
เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน

(ขุนแผนสอนพลายงาม)

บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

บางตอนจาก นิราศพระบาท

เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น
เพราะดั้นด้นอยากลิ้มชิมรสหวาน
ครั้นได้รสสดสาวจากจาวตาล
ย่อมซาบซ่านหวานซึ้งตรึงถึงทรวง

ไหนจะยอมให้เจ้าหล่นลงเจ็บอก
เพราะอยากวกขึ้นลิ้นชิมของหวง
อันรสตาลหวานละม้ายคล้ายพุ่มพวง
พี่เจ็บทรวงช้ำอกเหมือนตกตาล…

ที่มาของวันสุนทรภู่

          องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปีขึ้นไป ประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกให้ปรากฎแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ 

          ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง “สุนทรภู่” ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันสุนทรภู่” ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ “วัดเทพธิดาราม” และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป 

          ทั้งนี้ ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ไว้ที่ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ในวันสุนทรภู่

          1. มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตและผลงาน
          2. มีการแสดงผลงานประเภทนิทานฯ ของสุนทรภู่
          3. มีการประกวด แข่งขัน ประชันสักวา ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติชีวิต และผลงานของสุนทรภู่

คำราชาศัพท์

Posted: มีนาคม 8, 2013 in Uncategorized

คำราชาศัพท์ความหมายของคำราชาศัพท์

        คำราชาศัพท์ คือ คำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของ ไทย แม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงใน ความหมายเดียวกัน และเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
  2. พระบรมวงศานุวงศ์
  3. พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
  4. ขุนนาง ข้าราชการ
  5. สุภาพชน

        บุคคลในกลุ่มที่ 1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำใน สังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชน หรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เ ป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติ ทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับ ใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ จะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใด เมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่ โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด

        ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไท พระร่วงองค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้น รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำ เช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น

        บางท่านกล่าวว่า คำราชาศัพท์นั้นเริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ทรงนิยมเขมร ถึงกับเอาลัทธิและภาษาเขมรมาใช้ เช่น เอาคำว่า “สมเด็จ” ซึ่งเขมรใช้เป็นคำนำพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นคำนำพระนามของพระองค์ และใช้ภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์

        และจากหลักฐานที่พบข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องตั้งราชวงศ์และเมืองสุโขทัยตอนหนึ่งมีความว่า “พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเสกพ่ขุนบางกลางหาวใหเมืองสุโขไท” คำว่า “อภิเษก” นี้เป็นภาษาสันสกฤต ไทยเรารับมาใช้สำหรับพิธีการแต่งตั้งตำแหน่งชั้นสูง จึงอยู่ในประเภทราชาศัพท์ และพิธีนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์สุโขทัย จึงน่าสงสัยว่าในสมัยนั้นอาณาจักรสุโขทัยนี้ ก็คงจะมีการใช้คำราชาศัพท์บางคำกันแล้ว

 

 


ภาษาที่ใช้คำราชาศัพท์

        คำราชาศัพท์มิได้มีที่มาจากภาษาไทยภาษาเดียว ด้วยว่าการใช้คำราชาศัพท์เป็นการใช้ด้วยตั้งใจ จะทำให้เกิดความรู้สึกยกย่อง เทิดทูน จึงได้เจาะจงรับคำในภาษาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยมาใช้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาษาที่นับถือกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ คำราชาศัพท์ส่วนใหญ่จึงมีที่มาจากภาษาต่างประเทศมากมาย อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้คำภาษาไทยแท้ ซึ่งเป็นคำสามัญยกระดับขึ้นเป็นคำราชาศัพท์ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์นั้นมีที่มาจากทั้งภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทยของเราเอง ดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้จากภาษาต่างประเทศ

        ตั้งแต่สมัยโบราณมา คนไทยได้ติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษามากมาย ในบรรดาภาษาทั้งหลายเหล่านั้น มีบางภาษาที่เรายกย่องกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็ได้แก่ ภาษาเขมร บาลี และสันกฤต ภาษาอื่นๆก็นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์บ้าง แต่ก็ไม่มากและสังเกตได้ชัดเจนเท่า 3 ภาษาที่กล่าวแล้ว

 

 


การเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์

        ตามที่หลายคนคิดว่าคำราชาศัพท์เป็นเรื่องของในรั้วในวัง เป็นเรื่องของผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนั้น ทำให้คิดต่อไปอีกว่า คำราชาศัพท์เป็นเรื่องยากซึ่งเมื่อก่อนอาจเป็นจริง แต่ปัจจุบันคำราชาศัพท์เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว แม้มิได้ใช้มากเท่ากับภาษาสามัญที่ใช้อยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันแต่ทุกคน โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาก็ต้องมีโอกาสที่จะสัมผัสกับคำราชาศัพท์ทุกวัน ไม่โดยตรงก็โดยทางอ้อม โดยเฉพาะทางสื่อมวลชน

        การเรียนรู้วิธีใช้คำราชาศัพท์นั้น กล่าวโดยสรุป ต้องเรียนรู้ใน 2 ประการ คือ เรียนรู้คำ ประการหนึ่งกับ เรียนรู้วิธี อีกประการหนึ่ง

  1. เรียนรู้คำ คือ ต้องเรียนรู้คำราชาศัพท์
  2. เรียนรู้วิธี คือ ต้องเรียนรู้วิธีหรือเรียนรู้ธรรมเนียมการใช้คำราชาศัพท์

 

 


ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์

        เพราะเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุดของ ประเทศมาแต่โบราณ พระเจ้าแผ่นดินทรงใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแนบแน่นประการหนึ่ง คำราชาศัพท์นั้นเป็นแบบอย่างวัฒนธรรมอันดีทางด้านการใช้ภาษาไทยประการหนึง และการอ่านหรือศึกษาวรรณคดีก็ดี การรับสารสื่อมวลชนในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้ล้วนต้องมีคำราชาศัพท์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมออีกประการหนึ่ง ดังนั้นการเรียนรู้คำราชาศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทาง อ้อมมากมาย ดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้

 

ประโยชน์ทางตรง

        เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า อันได้แก่

1. ประโยชน์จากการใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง

ที่เรียกว่าใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องนั้น คือ ถูกต้องตามบุคคลที่ใช้ว่าบุคคลใดควรใช้ราชาศัพท์ขั้นไหน อย่างไร ประการหนึ่ง ถูกต้องตามโอกาส คือ โอกาสใดใชคำราชาศัพท์หรือไม่เพียงใด ประการหนึ่ง และถูกต้องตามวิธีการใช้คือ ใช้ถูกต้องตามแบบแผนที่นิยมนั้นก็อีกประการหนึ่ง การใช้ราชาศัพท์ต้องใช้ทั้งความรุ้และประสบการณ์เป็นดุลยพินิจให้ถูกต้อง

2. ประโยชน์จากการเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมทั่วไป วรรณคดี หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทั้งหลาย โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนสิ่งบันเทิงทั้งหลาย มีภาพยนต์ ละคร โขน ลิเก เป็นต้น เพราะการรับรู้ รับฟัง บางครั้งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า คำราชาศัพท์ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

 

ประโยชน์โดยทางอ้อม

        เป็นประโยชน์ผลพลอยได้ แม้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม คือ เมื่อรู้คำราชาศัพท์ดี ถูกต้อง ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่มีคำราชาศัพท์เข้าใจผลประโยชน์พลอยได้ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ ดังนี้

1. ธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงานของชาติไว้

คือ รักษาให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ถือเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ

2. เพิ่มความมีเสน่ห์ในตัวบุคคล

คือ บุคคลผู้รู้และใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เป็นการแสดงออกซึ่งความมีวัฒนธรรมอันดีงามทางภาษา

 

 


คำราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับพระราชอิสริยศักดิ์พระบรมราชวงศ์

  1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
  2. สมเด็จพระบรมราชินี , สมเด็จพระบรมราชชนนี , สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี
  3. สมเด็จเจ้าฟ้า
  4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
  5. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
  6. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
  7. หม่อมเจ้า

มูลเหตุที่ทำให้เกิดมีคำราชาศัพท์

        คือ ต้องการยกย่องให้เกียรติดังนั้นการศึกษาเรื่องคำราชศัพท์ นี้ จึงแบ่งเป็น 2 ตอน ใหญ่ๆคือ ตอนที่ 1 ศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนที่ 2 ศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์

 

 


ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์

  • คำนามที่เป็นชื่อสิ่งของสำคัญที่ควรยกย่อง มีคำเติมหน้า ได้แก่ พระบรมมหาราช พระบรมมหา พระบรมราช พระบรม พระอัคราช พระอัคร และพระมหา เช่น พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาชนกพระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระอัครชายา พระมหาปราสาท พระมหาเศวตฉัตร เป็นต้น
  • คำนามเป็นชื่อสิ่งสำคัญรองลงมา นำหน้าด้วยคำ“พระราช” เช่น พระราชวังพระราชวงศ์ พระราชทรัพย์ พระราชลัญจกร เป็นต้น
  • คำนามเป็นชื่อของสิ่งสามัญทั่วไปที่ไม่ถือว่าสำคัญส่วนใหญ่เป็นคำ บาลีสันสกฤต เขมร และคำไทยเก่า แต่บางคำก็เป็นคำไทยธรรมดานำหน้าด้วยคำ “พระ” เช่น พระกร พระบาทพระโรค พระฉาย พระแท่น พระเคราะห์ เป็นต้น คำนามใดที่เป็นคำประสม มีคำ “พระ” ประกอบอยู่แล้ว ห้ามใช้คำ “พระ” นำหน้าซ้อนอีก เช่น พานพระศรี (พานหมาก) ขันพระสาคร (ขันน้ำ) เป็นต้น
  • คำนามที่เป็นชื่อสิ่งไม่สำคัญและคำนั้นมักเป็นคำไทย นำหน้าด้วยคำว่า “ต้น” เช่น ม้าต้น ช้างต้น เรือนต้น และนำหน้าด้วย “หลวง” เช่น ลูกหลวง หลานหลวง รถหลวง เรือหลวง สวนหลวง ส่วน “หลวง” ที่แปลว่าใหญ่ ไม่จัดว่าเป็นราชาศัพท์ เช่นภรรยาหลวง เขาหลวง ทะเลหลวง เป็นต้น นอกจากคำว่า “ต้น” และ “หลวง” ประกอบท้ายคำแล้ว บางคำยังประกอบคำอื่นๆ อีก เช่น รถพระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง รถทรง เรือทรง ม้าทรง ช้างทรง น้ำสรง ห้องสรง ของเสวย โต๊ะเสวย ห้องบรรทม เป็นต้น

 

 


ศัพท์สำหรับเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ คือตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชินีลงไปถึงหม่อมเจ้า

  • ใช้พระราชนำหน้า เช่น พระราชเสาวนีย์ พระราชประวัติ พระราชดำรัlส พระราชกุศล พระราโชวาท พระราโชบาย เป็นต้น
  • ใช้พระนำหน้า เช่น พระเศียร พระองค์ พระหัตถ์ พระทัย พระบาท เว้นแต่หม่อมเจ้าไม่ใช้ “พระ” นำหน้า ใช้ว่า เศียร องค์ หัตถ์ หทัย บาท เป็นต้น
  • คำนามราชาศัพท์สำหรับเจ้านายอยู่ในตัว ไม่ต้องใช้คำนำหน้าหรือคำต่อท้าย เช่น วัง ตำหนัก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 


คำราชาศัพท์ที่ควรทราบ

 คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำนาม

 

คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
หัว(พระมหากษัตริย์) พระเจ้า หัว พระเศียร
ผม(พระมหากษัตริย์) เส้นพระเจ้า ผม พระเกศา,พระเกศ,พระศก
หน้าผาก พระนลาฎ คิว พระขนง,พระภมู
ขนระหว่างคิว พระอุณาโลม ดวงตา พระจักษุ,พระนัยนา,พระเนตร
จมูก พระนาสา,พระนาสิก แก้ม พระปราง
ปาก พระโอษฐ์ ฟัน พระทนต์
ลิ้น พระชิวหา คาง พระหนุ
หู พระกรรณ คอ พระศอ
ดวงตา พระพักตร์ หนวด พระมัสสุ
บ่า,ไหล่ พระอังสา ต้นแขน พระพาหา,พระพาหุ
ปลายแขน พระกร มือ พระหัตถ์
นิ้วมือ พระองคุลี เล็บ พระนขา
ห้อง พระอุทร เอว พระกฤษฎี,บั้นพระเอว
ขา,ตัก พระเพลา แข้ง พระชงฆ์
เท้า พระบาท ขน พระโลมา
ปอด พระปัปผาสะ กระดูก พระอัฐิ

 

หมวดขัตติยตระกูล

 

คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
ปู่,ตา พระอัยกา ย่า,ยาย พระอัยยิกา,พระอัยกี
ลุง,อา(พี่-น้องชาย ของพ่อ พระปิตุลา ป้า,อา(พี่-น้องสาวของ พ่อ) พระมาตุจฉา
พ่อ พระชนก,พระบิดา แม่ พระชนนี,พระมารดา
พี่ชาย พระเชษฐา,พระเชษฐภาตา น้องสาว พระราชธิดา,พระธิดา
หลาน พระนัดดา แหลน พระปนัดดา
ลูกเขย พระชามาดา ลูกสะใภ้ พระสุณิสา

 

หมวดเครื่องใช้

 

คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์ คำสามัญ คำราชาศัพท์
ยา พระโอสถ แว่นตา ฉลองพระเนตร หวี พระสาง
กระจก พระฉาย น้ำหอม พระสุคนธ์ หมวก พระมาลา
ตุ้มหู พระกุณฑล แหวน พระธำมรงค์ ร่ม พระกลด
ประตู พระทวาร หน้าต่าง พระบัญชร อาวุธ พระแสง
ฟูก พระบรรจถรณ์ เตียงนอน พระแท่นบรรทม มุ้ง พระวิสูตร
ผ้าห่มนอน ผ้าคลุมบรรทม ผ้านุ่ง พระภูษาทรง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าชับพระพักตร์
น้ำ พระสุธารส เหล้า น้ำจัณฑ์ ของกิน เครื่อง
ช้อน พระหัตถ์ ช้อน ข้าว พระกระยาเสวย หมาก พระศรี

 

 


คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำสรรพนาม

 บุรุษที่ 1

 

สรรพนาม ผู้พูด ผู้ฟัง
ข้าพระพุทธเจ้า บุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง
เกล้ากระหม่อมฉัน บุคคลทั่วไป(หญิง) เจ้านายชั้นรองลงมา
เกล้ากระหม่อม บุคคลทั่วไป(ชาย)  
เกล้ากระผม บุคคลทั่วไป  

 

 บุรุษที่ 2

 

สรรพนาม ผู้พูด ผู้ฟัง
ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินีนาถ
ใต้ฝ่าละอองพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป พระบรมโอรสาธิราช,พระบรมราชกุมารี
ใต้ฝ่าพระบาท เจ้านายหรือบุคคลทั่วไป เจ้านายชั้นสูง
ฝ่าพระบาท เจ้านายที่เสมอกันเหรือผู้น้อย เจ้านายชั้นหม่อมเจ้าถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ

 

บุรุษที่ 3

 

สรรพนาม ผู้พูด ใช้กับ
พระองค์ บุคคลทั่วไป พระมหากษัตริย์,เจ้านายชั้นสูง
ท่าน บุคคลทั่วไป เจ้านาย

 

 คำขานรับ

 

คำ ผุ้ใช้ ใช้กับ
พระพุทธเจ้าข้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม ชาย พระมหากษัตริย์
เพคะใส่เกล้าใส่กระหม่อมหรือเพคะ หญิง พะมหากษัตริย์
พระพุทธเจ้าข้าขอรับ,พระพุทธเจ้าข้า ชาย เจ้านายชั้นสูง
เพค่ะกระหม่อม หญิง เจ้านายชั้นสูง

 

 


คำราชาศัพท์ที่ใช้เป็นคำกริยา

เป็นคำแสดงอาการ แบ่งเป็น 4 ชนิด

  • กริยาที่เป็นราชาศัพท์ในตัวเอง เช่น ตรัส(พูด) เสด็จ(ไป) กริ้ว(โกรธ) ประชวร (ป่วย) ประสูติ(เกิด) ทูล(บอก) เสวย(กิน) ถวาย(ให้) บรรทม(นอน) ประทับ(อยู่) โปรด(รัก,ชอบ) ทรงม้า(ขี่ม้า) ทรงดนตรี(เล่นดนตรี)
  • ใช้ทรงนำหน้ากริยาธรรมดา เช่น ทรงฟัง ทรงยืน ทรงยินดี
  • ห้ามใช้ทรงนำหน้ากริยาที่มีนามราชาศัพท์ เช่น มีพระราชดำริ(ห้ามใช้ทรงมีพระราชดำริ) มีพระบรมราชโองการ (ห้ามใช้ทรงมีพระบรมราชโองการ)
  • ใช้เสด็จนำหน้ากริยาบางคำ เช่นเสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง

 

คำกริยาที่ประสมขึ้นใช้เป็นราชาศัพท์ตามลำดับชั้นบุคคล

 

กริยา ราชาศัพท์ ชั้นบุคคล
เกิด พระราชสมภพ พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินี
  ประสูติ เจ้านาย
ตาย สวรรคต พระมหากษัตริย์,พระบรมราชินี
  ทิวงคต พระยุพราชหรือเทียบเท่า
  สิ้นพระชนม์ พระองค์เจ้าหรือเจ้านายชั้นสู
  ถึงชีพิตักษัย,สิ้นชีพิตักษัย หม่อมเจ้า
  ถึงแก่อสัญกรรม นายกรัฐมนตรี
  ถึงแก่อนิจกรรม รัฐมนตรี

 

 คำขึ้นต้นและคำลงท้ายในการกราบบังคมทูล กราบทูล และทูลด้วยวาจา

 

ฐานันดรของผู้ฟัง คำขึ้นต้น คำลงท้าย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
สมเด็จพระบรมราชินี , สมเด็จพระบรมราชชนนี , สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
สมเด็จเจ้าฟ้า ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ขอประทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท ควรมีควรแล้วแต่จะทรงพิจารณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า กราบทูลฝ่าพระบาท ควรมีควรแล้วแต่จะโปรด
หม่อมเจ้า ทูลฝ่าพระบาททรงทราบ แล้วแต่จะโปรด

 

 


 การใช้คำราชาศัพท์ในการเพ็ดทูล

หลักเกณฑ์ในการกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดิน

  1. ถ้าผู้รับคำกราบบังคมทูลไม่ทรงรู้จัก ควรแนะนำตนเองว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกหระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ………………….ชื่อ……………….. ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท” และลงท้ายว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
  2. ถ้ากราบบังคมทูลธรรมดา เช่น ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถามส่าชื่ออะไร ก็กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ ……………….พระพุทธเจ้าข้า”
  3. ถ้าต้องการกราบบังคมทูลถึงความสะดวกสบาย หรือรอดอันตรายให้ใช้คำว่า “เดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม………………….”
  4. ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงสิ่งที่ทำผิดพลาดไม่สมควรทำให้ใช้คำนำ “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม”
  5. ถ้าจะกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาใช้คำว่า “ขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม”
  6. ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงของหยาบมิบังควร ใช้คำว่า “ไม่ควรจะกราบบังคมพระกรุณา”
  7. ถ้าจะกราบบังคมทูลเป็นกลางๆ เพื่อให้ทรงเลือก ให้ลงท้ายว่า “ควรมีควร ประการใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม”
  8. ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงความคิดเห็นของตนเองใช้ว่า “เห็นด้วยเกล้าด้วยกระกม่อม”
  9. ถ้ากราบบังคมทูลถึงสิ่งที่ที่ทราบใช้ว่า “ทราบเกล้าทราบกระหม่อม”
  10. ถ้าจะกราบบังคมทูลถึงการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งถวายใช้คำว่า “สนองพระมหากรุณาธิคุณ”
  11. ถ้าจะกล่าวขออภัยโทษ ควรกล่าวคำว่า “เดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า” และลงท้ายว่า ด้วยเกล้าด้วยกระกม่อม
  12. การกล่าวถึงสิ่งที่ได้รับความอนุเคราะห์ ให้ใช้คำว่า “พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม”

สำหรับเจ้านายตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป

  1. ในการกราบบังคมทูล ไม่ต้องใช้คำขึ้นต้นและลงท้าย ถ้าเป็นพระยุพราช , พระราชินีแห่งอดีตรัชกาลและสมเด็จเจ้าฟ้า ควรใช้สรรพนามแทนพระองค์ท่านว่า “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และใช้คำรับว่า “พระพุทธเจ้าข้า”
  2. เจ้านายชั้นรองลงมา ใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า “ใต้ฝ่าพระบาท” ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า “เกล้ากระหม่อม” ใช้คำรับว่า “พระเจ้าข้า” เจ้านายชั้นสมเด็จพระยาและพระยาพานทอง ใช้สรรพนามของท่านว่า “ใต้เท้ากรุณา” ใช้สรรพนามของตนว่า “เกล้ากระหม่อม” ฝช้คำรับว่า “ขอรับกระผม”
  3. คำที่พระภิกษุใช้เพ็ดทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน แทนคำรับว่า “ถวายพระพร” แทนตนเองว่า “อาตมภาพ” ใช้สรรพนามของพระองค์ว่า “มหาบพิตร”

 

 


วิธีใช้คำประกอบหน้าคำราชาศัพท์

  1. พระบรมราช ใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญยิ่ง ในกรณีที่ต้องการเชิดชูพระราชอำนาจ
  2. พระบรม ใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญยิ่ง ในกรณีที่ต้องการเชิดชูพระราชอิสริยยศ
  3. พระราช ใช้ประกอบหน้าคำเพื่อให้เห็นว่าสำคัญรองมาจาก พระบรม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งเฉพาะขององค์พระเจ้าแผ่นดิน

วิธีใช้คำประกอบหลังคำราชาศัพท์

  1. ทรง ใช้ประกอบหลังคำนาม เพื่อเป็นคำนามราชาศัพท์
  2. ต้น ใช้ประกอบหลังคำนามสำคัญทั่วไป เพื่อทำให้เป็นคำนามราชาศัพท์ มักใช้กับสิ่งที่โปรดเป็นพิเศษ
  3. หลวง ใช้ประกอบหลังคำนามสามัญทั่วไป เพื่อให้เป็นนามราชาศัพท์
  4. พระที่นั่ง ใช้ประกอบหลังคำนามสามัญ เพื่อให้เป็นนามราชาศัพท์ มีความหมายว่าเป็นที่ประทับส่วนพระองค์

 

 


 ราชาศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์

        ไทยเรามีคำพูดที่ใช้กับพระภิกษุโดยเฉพาะอยู่ประเภทหนึ่งบางทีก็ เป็นคำที่พระภิกษุเป็นผู้ใช้เอง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมดแล้ว เช่น คำว่า อาตมาภาพ หรืออาตมา มีความหมายเท่ากับ ฉัน บางคำก็ทั้งท่านใช้เองและเราใช้กับท่าน เช่น คำว่า ฉัน หมายถึง กิน เป็นต้น การพูดกับพระภิกษุต้องมีสัมมาคารวะ สำรวม ไม่ใช้ถ้อยคำที่เป็นไปในทำนองพูดเล่นหรือพูดพล่อยๆ ซึ่งจะเป็นการขาดความเคารพไปสำหรับพระภิกษุ เราจำเป็นต้องทราบราชทินนาม เรียกว่า พระภิกษุผู้ทรงสมณศักดิ์ ของพระภิกษุเรียงลำดับได้ดังนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ได้อย่างถูกต้อง

  1. สมเด็จพระสังฆราช
  2. สมเด็จพระราชาคณะ หรือ ชั้นสุพรรณปัฎ คือ พระภิกษุที่มีราชทินนามนำหน้าด้วยคำว่า “สมเด็จพระ”
  3. พระราชาคณะชั้นรอง
  4. พระราชาคณะชั้นธรรม พระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า “ธรรม” นำหน้า
  5. พระราชาคณะชั้นเทพ พระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า “เทพ” นำหน้า
  6. พระราชาคณะชั้นราช พระราชาคณะชั้นนี้มักมีคำว่า “ราช” นำหน้า
  7. พระราชาคณะชั้นสามัญ
  8. พระครูสัญญาบัติ , พระครูชั้นประทวน , พระครูฐานานุกรม
  9. พระเปรียญตั้งแต่ 3-9

        การใช้คำพูดกับพระภิกษุทรงสมณศักดิ์ ที่ผิดกันมากคือชั้นสมเด็จพระราชาคณะเห็นจะเป็นเพราะมีคำว่า “สมเด็จ” นำหน้าจึงเข้าใจว่าต้องใช้คำราชาศัพท์ ซึ่งผิด ความจริงแล้ว พระภิกษุทรงสมณศักดิ์ที่ต้องใช้ราชาศัพท์มีเฉพาะเพียงสมเด็จพระสังฆราชเท่า นั้น เว้นแต่พระภิกษุรูปนั้นๆ ท่านจะมีฐานันดรศักดิ์ทางพระราชวงศ์อยู่แล้ว.

คำราชาศัพท์ที่ควรทราบ

พระภิกษุที่เป็นพระราชวงศ์ ใช้ราชาศัพท์ตามลำดับชั้นแห่งพระราชวงศ์ สำหรับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า(สมเด็จพระสังฆราชที่เป็นพระราชวงศ์) ใช้ดังนี้

คำขึ้นต้น ใช้ว่า ขอประทานกราบทูล (กล่าวพระนามเต็ม)
สรรพนามแทนผู้พูด ใช้ว่า ข้าพระพุทธเจ้า
สรรพนามแทนพระองค์ท่าน ใช้ว่า ใต้ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ใช้ว่า ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ใช้ราชาศัพท์เสมอพระเจ้าวรวงศ์เธอ (ที่มิได้ทรงกรม) เช่น

คำขึ้นต้น ใช้ว่า กราบทูล (กล่าวพระนามเต็ม)
สรรพนามแทนผู้พูด ใช้ว่า เกล้ากระหม่อม (สำหรับชาย), เกล้ากระหม่อมฉัน(สำหรับหญิง)
สรรพนามแทนพระองค์ท่าน ใช้ว่า ฝ่าพระบาท
คำลงท้าย ใช้ว่า ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

สรรพนามบุรุษที่ 1 ที่พระภิกษุใช้

 

คำที่ใช้ โอกาสที่ใช้
อาตมา พระภิกษุใช้กับบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใหญ่หรือมีฐานะตำแหน่งสูงในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ
อาตมาภาพ พระภิกษุใช้กับพระราชวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป และใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนา
เกล้ากระผม พระภิกษุใช้กับพระภิกษุที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์หรือที่ดำรงสมณศักดิ์สูงกว่า
ผม,กระผม พระภิกษุใช้กับพระภิกษุด้วยกันโดยทั่ว ๆ ไป

สรรพนามบุรุษที่ 2 ที่พระภิกษุใช้

 

คำที่ใช้ โอกาสที่ใช้
มหาบพิตร พระเจ้าแผ่นดิน
บพิตร พระราชวงค์
คุณโยม บิดา, มารดา, ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่อาวุโสสูง
คุณ,เธอ ใช้กับบุคคลทั่วไป

สรรพนามบุรุษที่ 2 ที่ฆราวาสใช้

 

คำที่ใช้ โอกาสที่ใช้
พระคุณเจ้า ฆราวาสใช้กับสมเด็จพระราชาคณะ, รองสมเด็จพระราชาคณะ
พระคุณท่าน ฆราวาสใช้กับพระราชาคณะชั้นรองลงมา
ท่าน ใช้กับพระภิกษุทั่วไป

คำขานรับที่พระภิกษุใช้

 

คำที่ใช้ โอกาสที่ใช้
ขอถวายพระพร พระราชวงค์
เจริญพร ฆราวาสทั่วไป
ครับ,ขอรับ ใช้กับพระภิกษุด้วยกัน

ศัพท์สำหรับพระภิกษุที่พบบ่อย

 

คำที่ใช้ โอกาสที่ใช้
รูป ลักษณะนามสำหรับพระภิกษุสงฆ์
อาราธนา ขอเชิญ
เจริญพระพุทธมนต์ สวดมนต์
ภัตตาหาร อาหาร
ประเคน ยกของ(ด้วยมือ)ให้พระ
ฉัน กิน
ถวาย มอบให้
เครื่องไทยธรรม ของถวายพระ, ของทำบุญต่าง ๆ
อนุโมทนา ยินดีด้วย
อาสนะ, อาสน์สงฆ์ ที่นั่ง
ธรรมาสน์ ที่แสดงธรรม
เสนาสนะ สถานที่ที่ภิกษุใช้
จำวัด นอน
สรง อาบน้ำ
มรณภาพ ตาย
ปลงผม โกนผม
กุฏิ เรือนพักในวัด
จำพรรษ อยู่ประจำวัด
อุปสมบท บวช (บวชเป็นพระภิกษุ)
บรรพชา บวช (บวชเป็นสามเณร)
ลาสิกขา สึก
คิลานเภสัช ยารักษาโรค
ลิขิต จดหมาย
ครองผ้า แต่งตัว
ถวายอดิเรก กล่าวบทอวยพรพระมหากษัตริย์
บิณฑบาต รับของใส่บาตร
ปลงอาบัติ แจ้งความผิดให้ทราบ
ปัจจัย เงิน
ทำวัตร สวดมนต์
เผดียงสงฆ์ แจ้งให้สงฆ์ทราบ
สุผ้า ซักผ้า, ย้อมผ้า
อาพาธ ป่วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • อ.นวลพรรณ ตาวงศ์ สนับสนุนจากกลุ่มผลิตสื่อและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
  • คู่มือภาษาไทย ม.3 ท305-ท306 ภาคเรียนที่ 1-2 ,ประสงค์ และ นันทพร พวงแก้ว , สำนักพิมพ์ประสานมิตร , กทม. 2530
  • ติวเข้มภาษาไทย ม.3,อ.ปราณี แสงอากาศ , อ.ขวัญใจ ถาวรประเสริฐ
  • หนังสือแบบฝึกหัดภาษาไทย ทักษสัมพันธ์ เล่ม 2 ชั้น ม.2 ภาคเรียนที่ 2 รหัสวิชา ท204,อ.สุกัญญา ศักดิ์ประสิทธิ์ , อ.อังสนา วิบูลย์ชาติ , อ.ผุสสดี ธุวังควัฒน์ , อ.วรากร ใจดี , – , กทม. 2542
  • หนังสือหลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 หลักสูตรขั้นพื้นฐาน 25,สนีย์ วิลาวรรณ, สุระ ดามาพงษ์, ชัยวัฒน์ สีแก้ว 44

ภาษาวิบัติ

Posted: มีนาคม 8, 2013 in Uncategorized

คำนิยาม ภาษาวิบัติ คือ ภาษาที่ถูกแปลงมาจากคำในภาษาเดิม ให้สามารถเขียนได้ในรูปลักษณ์ใหม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาษาวิบัตินี้มักจะผิดหลักในการเขียนอยู่เสมอ ถ้าจะให้แยกแยะได้ง่ายๆ คำที่ไม่อยู่ในพจนานุกรม และไม่เป็นไปตามกฏของหลักภาษาไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นภาษาวิบัติ [/size] ประวัติศาสตร์ ที่มา ผู้ที่เริ่มใช้ภาษาวิบัติเป็นคนแรกนั้น ไม่มีหลักถานปรากดแน่ชัด(เจงๆน๊ะ) แต่อาจกล่าวได้ว่าเริ่มขึ้นมาในช่วงก่อนที่ทุจศิล กินชะมัดจะขึ้นมาเป็นนาย-งกรัดถะมนตี ด้วยการให้บริการค่าส่งแมสเซจที่แสนแพง ประชาชนในยุคนั้นจึงไม่มีทางเลือก ทำให้ต้องหาวิธีพิมพ์แมสเซจที่น้อยกว่าเพื่อค่าส่งที่ถูกกว่า ทำให้ภาษาวิบัติเริ่มฟักตัวขึ้นในยุคนั้น และต่อมา ผู้ที่ทำให้ภาษาวิบัติแพร่หลายมากขึ้นอีกครั้ง คือเด็กโง่คนหนึ่ง ในโคดสะนาของบริษัททุย เนื่องจากในโคดสะนาดังกล่าว เด็กคนนั้นสะกดคำว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่เป็น จึงต้องเขียนว่า “ปาติหาน” และแล้วอีกไม่นานต่อมา คำว่า “ปาติหาน” นี้ก็เป็นที่ยอมรับกันในเหล่าขาแชททั่วไป การใช้ภาษาวิบัตินั้น ส่วนใหญ่จะใช้ในการแชทกัน (เช่น ออนเอ็ม ของ ฮอทแมว เป็นต้น) เนื่องจากต้องการพิมพ์ให้เร็วๆ นั่นเอง แต่ในบางครั้งอาจใช้เพื่อความคิกขุ หรือเพื่อการสื่ออารมณ์ก็ได้ จริงๆ แล้ว ภาษาวิบัติ เป็นภาษายอดนิยมของนักกวีสมัยก่อนเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าไม่วิบัติ มันก็จะไม่คล้องนี่หว่า เลยวิบัติมันซะเลย ซึ่งสมัยนี้บางครั้งก็วิบัติกันจนเกินไป แต่หากจะเขียนภาษาเพื่อสื่ออารมณ์ หรือภาษาที่ไม่เป็นทางการ ก็สามารถทำการวิบัติได้ ยิ่งวิบัติก็ยิ่งสื่อถึงอารมณ์ได้ดี! เช่นคำว่า “นู๋” วิบัติได้เท่ห์มาก แต่ไม่มีในพจนานุกรม ผู้ทำภาษาวิบัติ – บริษัททุย – ทุจศิล กินชะมัด – ผู้ใช้เว็บบอร์ดบางคน – ผู้ใช้แชทบางคน – รายการ แบไต๋ โลว์เทค ทางช่องเนช่างแชนแนล ในช่วงของรายการที่เป็นการตอบปัญหาทางด้านคอมพิวเตอร์มีชื่อเป็นภาษาวิบัติว่า ช่วง คอมนู๋ไม่รู้เป็นไร (วิบัติมาจาก คอมหนูไม่รู้เป็นอะไร) – อื่นๆ (ข้อมูลปกปิด) – กลุ่มแฟนคลับเอ๊ดจวยและดงบางชินเกรียน (ดูการกระทำของพวกเขาได้ที่นี่) รูปแบบของภาษาวิบัติ บทความนี้ได้รับการยอมรับเรื่องการใช้ ภาษาวิบัติ ท่านอาจจะงงบ้าง แต่เราก็ขออวยพรให้ท่านอ่านรู้เรื่อง ภาษาวิบัติแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่ใช้เวลาพูด กับกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน เป็นประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพูดกัน ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนด้วย แต่น้อยกว่าประเภทกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น – ตะเอง (ตัวเอง) – เตง (ตัวเอง) – ขอบคุง (ขอบคุณ) – แม่ม (แม่มึง) – แสด (สัตว์) – พ่อง (พ่อเมิง) – สลัด(สัตว์) – สรัด,สรัส(สัตว์ :ออกเสียง ร เรือ ด้วย) – ดูเพิ่มได้ที่แอ๊บแบ๊วและกระแดะ กลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสียงที่หลายๆคำมักจะผิดหลักของภาษาอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เป็นอีกสามประเภทย่อย กลุ่มพ้องเสียง รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ จะเป็นคำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น และคำที่นำมาใช้แทนกันนี้มักจะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม – เทอ(เธอ) – จัย(ใจ) – งัย(ไง) – นู๋(หนู) – มู๋(หมู) – ปันยา(ปัญญา) – กำ(กรรม) กลุ่มขี้เกียจพิมพ์ พวกนี้จะคล้ายๆกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกด Shift มันน่ารำคาญ พวกนี้เลยขี้เกียจกด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายๆกันแทน – กุ(กู) – เหน(เห็น) – เปน(เป็น) – ซึ่งสองตัวอย่างหลังนี่ ถ้าเคยเปิดอ่านหนังสือเก่าๆ ดู จะพบว่าไปซ้ำกับอักขรวิธีในสมัยก่อน (ประมาณปี พ.ศ. 2480) กลุ่มโชว์Inw Inw! – Inw(เทพ) – uou(นอน) – เกรีeu(เกรียน) – IInJIISJIISJ (แทงแรงแรง) แบบลูกผู้ดี จะมี ร์ กำกับไว้ข้างท้ายเสมอ เช่น – เทอร์ = เธอ – แกร์ = แก – วิคิพีเดียร์ = วิกิพีเดีย – เหี้ยร์, เชี่ยร์ = เหี้ย(คำว่า เชี่ย มีรากศัพท์มาจาก เหี้ย) – คับร์ = คับ(ครับ) – โปรแกรมร์ = โปรแกรม อะไรที่ไม่ใช่ภาษาวิบัติ เนื่องจากในปัจจุบัน มีคำอื่นๆที่ใช้กันในสังคมปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรม จึงทำให้มีข้อถกเถียงกันอยู่เสมอว่าคำนั้นๆ เป็นภาษาวิบัติ (ภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง) หรือภาษาวิวัฒนาการ (ภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่แย่ลง) กันแน่ เช่น ภาษาพูด คือคำที่มีอยู่จริงแต่เมื่อใช้พูดกันแล้ว มีเสียงที่ออกมาเปลี่ยนไป บางครั้งก็ใช้ในการเขียนด้วย เพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ในวรรณกรรมนั้นๆมากกว่า – ชั้น(ฉัน) – เค้า(เขา) แบบคำย่อ – หมาลัย(มหาวิทยาลัย) – วิดวะ(วิศวะ) – จาน (อาจารย์) – สินสาด (ศิลปศาสตร์) – สินกำ (ศิลปกรรมศาสตร์) – เสารีย์ (อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) – โรงบาน (โรงพยาบาล) – ซอย (สีลมซอย 2) – อาร์ (อาร์ซีเอ) – ตรอก (ตรอกข้าวสาร) – โปร,โปรโกง (โปรแกรมโกงเกมส์) คำอุทาน เว้ย เฮ้ย เจ๊ดเข้ อุ๊ยแม่เมิงตก เสม็ตดุ๋ย ชะมดเช็ดสะเด็ดยาด ตะแบ๊บ ตะแบ๊บ เป๊าะแป๊ะ เป๊าะแป๊ะ แอ๊ว แอ๊ว แบบคำเติมท้ายน ในที่นี้คือคำเติมท้ายที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรมไทย แต่ก็จะใส่ มีไรมะ (เพราะเป็นคำที่ใช้แสดงอารมณ์หรือใช้แสดงความคิกขุของผู้เขียน/พิมพ์) – งิ – งุงิ – เงอะ – ง่า – งับ, ก๊าบบ – แง่ว แบบลากเสียง – อาราย (อะไร) – คร้าบ(ครับ) แบบพิมพ์ผิด คนที่มีปัญญาแล้ว คงรู้ว่ามันพิมพ์ผิด ไม่ใช่ภาษาวิบัติ – เป้น(เป็น) – เห้น(เห็น) แบบจำมาผิด -ลำใย (ลำไย) อันนี้ขอร้องทางภาครัฐช่วยแก้ไขหน่อย เจออยู่ในรถเมล์ทุกคันเลย -ศรีษะ(ศีรษะ) แบบพิมพ์ไม่ถูก – ปาติหาน – อัศจรร – สมมุต แบบคำแสลง ภาษาวัยรุ่น – แอ๊บแบ๊ว – เสี่ยว – สตอ – โบว – จิ้น – เห็ดสด – กาก แบบคำทับศัพท์ – เกรท – กู๊ด – คาวาอี้ – อิคึ – คิโมชิ~ – คิกขุ – สุโกอี๊~ แบบอิโมติค่อน – ^__^ – @__@ – :):( – -*- แบบจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะไม่อย่างนั้นจะถูกเซ็นเซอร์ – ครวย / กวย / กรวย / จวย / ฆวย / Kuay / 8;p / คุวย / ฆวญ / KVY / kvy / Buffalo No R (ควย) – หิม / หมิม / หมี – กรู / กุ / ตู / GOO / GU (กู) – มรึง / มืง / มึNG (มึง) – แม่ม / แม่NG (แม่ง) – เฮี่ย / เหรี้ย / เห้ /เห้ว(เหี้ย) – สาด / แสด / แสส / แสรส / แสรด / สัส / (สัตว์) – เย็ต / เย็ศ / เญ็ด / เย็ก / เยด / เยส / yed / YED (เย็ด) – จังไร / จังไล / จันไล / จันไร / จางไร / จานราย / จางราย / จัญไล / จันทร์ไร (จัญไร) – ฟาย / ฟราย / ฟลาย / Kwai (ควาย) – ช่วยกรูเขียนหน่อยคร่ะแม่มเยอะค่ะ ขอบคุงนะคะ แบบภาษาโบราณ อันนี้ เอามาแบบเป็นข้อความเลย “หากเป็นเยี่ยง นี้ เหตุใดมิกลับไปใช้ภาษาเมื่อกาลสมัยอโยธยาเสียเลยเล่า ภาษาที่พวกท่านจักใช้ในเพลานี้ มันเกิดวิบัติมามากมายเสียเหลือเกิน มันวิบัติมานับแต่เมื่อคราท่านที่เดือดเนื้อร้อนใจในเหตุนี้จะเกิดเสียอีก ข้าพเจ้า อยากย้อนถามท่านอีกครา ว่าตั้งแต่ท่านเกิดออกมาจากครรภ์แล้วไซร์ ได้ใช้ภาษาแลสำเนียงเดียวกับที่ข้าพเจ้ากำลังพรรณานี้แล้วหรือไม่เล่า ณ. ครานี้ท่านได้ใช้ภาษาสำเนียงเดียวกับข้าพเจ้าหรือไม่เล่า หากมิใช่ ท่านนั่นแล ที่เป็นเหตุทำให้ภาษาวิบัติมาจนถึงบัตินี้ กาลสมัยเปลี่ยน ภาษาเปลี่ยน หาใช่เหตุพิลึกพิลั่นอันใดไม่”” ลองอ่านดูดีๆ มันน่าจะภาษาเมื่อสมัยอยุธยานะนี่ คำวิพากษ์วิจารณ์ – ภาษาวิบัติไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไป บางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะภาษาไม่ตาย ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ – จะบ้าเรอะ! ภาษาวิบัติมันก็บอกอยู่แล้วว่า “วิบัติ” ไม่ใช่ “วิวัฒนาการ” วิวัฒนาการมันคือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่า ส่วนวิบัติคือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ – ถ้าเปรียบภาษาเหมือนรูปภาพ การวิวัฒนาการคือการที่ศิลปินชื่อดังผู้รักและเข้าใจการวาดภาพมาเขียนภาพต่อๆกัน – ส่วนภาษาวิบัติคือการที่ใครก็ไม่รู้ผู้ที่ไม่รู้ความสำคัญของการวาดมาเขียนภาพต่อจากเรา – เมื่อก่อนไม่มีพจนานุกรม มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะเกิดภาษาวิบัติ หรือการวิวัฒนาการของภาษาขึ้น – แต่เมื่อมันมีแล้ว แล้วเราจะแกล้งโง่ทำให้มันเปลี่ยนไปทำไมล่ะ? – เพราะคนเรามีสมองมีจินตนาการสร้างสรรค์ได้ แล้วพจนานุกรมก็ไม่ใช่กฏ – แม้พจนานุกรมไม่ใช่กฏ แต่มันเป็นหลักที่สมควรจะปฏิบัติ คล้ายกับระเบียบ ข้อแนะนำ หรือจรรยาบรรณ คุณไม่ต้องทำตามก็ได้ แต่มันจะดีกว่าถ้าคุณทำตาม – ความคิดสร้างสรรค์ใช้กับความคิดที่ดี แต่ถ้าเป็นความคิดที่ไม่ดี ความคิดที่แย่ ความคิดที่เสื่อม หรือมาจากความขี้เกียจ มันไม่ได้เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์หรอก มันเป็นความคิดหรือไอเดียที่ไม่สร้างสรรค์ – บางครั้งภาษาวิบัติก็ทำให้คำนั้นๆ ดูจะรุนแรงน้อยลง เช่น อ้ายสาดดด -> ไอ้สัตว์ นักปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า…ผู้ใดละทิ้งภาษา…ผู้นั้นย่อมละทิ้งวัฒนธรรม…ผู้ใดละทิ้งวัฒนธรรม…ผู้นั้นย่อมละทิ้งทุกสิ่ง

สุภาษิตสอนหญิง

Posted: มีนาคม 8, 2013 in Uncategorized

สุภาษิตสอนหญิง

***เกิดเป็นสตรีมีศรีศักดิ์***

ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์
บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล
สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล
จึงจะพ้นภัยพาลนินทา 

***เป็นสาวศรีเหมือนมณีมีค่านัก***

เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด
ก็หมายหมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา
ก็จะพาค่าหายจากกายนาง

***ค่อยเสงี่ยมเจียมใจไว้ศักดิ์ศรี***

อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง
ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง
ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง
ให้ต้องอย่างกิริยาเป็นนารี

***จะนุ่งห่มทาแป้งแต่งพอดี***

จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน
ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี
จะผัดหน้าทาแป้งแต่งอินทรีย์
ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน

 

***เอาผมไว้ให้รับกับใบหน้า***

จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์
บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน
เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ
คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง

***รู้จัดแจงแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์***

ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด
ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์
ถึงรูปงามทรามสงวนนวลนงค์
ไม่รู้จักแต่งทรงก็เสียงาม

***เดินนิ่มนวลก้าวไปไม่ไกวแขน***

ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินขาด
ค่อยเยื้องยาตรยกย่างไปกลางสนาม
อย่าไกวแขนสุดแขนเขาห้ามปราม
เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที

 

***อย่าเดินกรายขยับเสื้อผ้าอย่าเสยผม***

อย่าเดืนกรายย้ายอกยกผ้าห่ม
อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี
อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี
เหย้าเรือนมีกลับมาจึ่งหารือ

***ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ***

ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ
ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ

***อย่านุ่งผ้าใต้สะดือถือตามเขา***

อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ
เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร

***เวลาเดินให้ปกป้องของสงวน***

อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต
ระวังปิดปกป้องของสงวน
เป็นนารีที่อายหลายกระบวน
จงสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย

***อย่าเที่ยวทอดสอดส่ายส่งสายตา***

อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก
จงรู้จักอาการประมาณหมาย
แม้นประสบพบเหล่าเจ้าผู้ชาย
อย่าชม้ายทำชม้อยตะบอยแล

***อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง***

อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง
เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส
จริงไม่จริงเขาก็เอาไปเล่าแซ่
คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม

***รักในใจอย่าให้ออกมานอกหน้า***

อันที่จริงหญิงกับชายย่อมหมายรัก
มิใช่จักตัดทางที่สร้างสม
แม้นจักรักรักไว้ในอารมณ์
อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี
ดั่งพฤกษาต้องวายุพัดโบก
เขยื้อนโยกก็แต่กิ่งไม่ทิ้งที่
จงยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี
เหมือนจามรีรู้จักรักษากาย

***สตรีเหมือนดอกไม้ที่ชายหมายดมดอม***

อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมศ
พึ่งประเวศผุดพ้นชลสาย
หอมผกาเกสรขจรจาย
มิได้วายภุมรินถวิลปอง
ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส
ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง
ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสผันผยอง
ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสเที่ยวลดลอง
ดูทำนองใจชายก็คล้ายกัน

 

***ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น***

แม้นชายใดใจประสงค์มาหลงรัก
ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
อันความรักของชายนี้หลายชั้น
เขาว่ารักรักนั้นประการใด
จงพินิจพิศดูให้รู้แน่
อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ
มันมักไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพลาง

***พวกแม่ชักแม่สื่ออย่าถือนัก***

อันแม่สื่ออย่าได้ถือเป็นบรรทัด
สารพัดเขาจะพูดนี้สุดอย่าง
แต่ล้วนดีมีบุญลูกขุนนาง
มาอวดอ้างให้อนงค์หลงอาลัย
อันร้ายดีมีได้เห็นเป็นแต่ว่า
จะคาดหน้าแน่ลงที่ตรงไหน
เหมือนเขาหลอกบอกลาภถึงเมืองไกล
อย่าควรไปตามคำเขารำพัน
ทางไกลตาอุปมาเหมือนเสียเนตร
สุดสังเกตเท็จจริงทุกสิ่งสรรพ์
เขาจะนำให้ไปตายก็ตายพลัน
คนทุกวันเชื่อมันยากปากมันโกง
อันแม่สื่อคือปีศาจอันอาจหาญ
ใครบนบานเข้าสักหน่อยก็พลอยโผง
อย่าเชื่อนักมักตับจะคับโครง
มันชักโยงอยากกินแต่สินบน

***จงฟังหูไว้หูดูให้แน่***

อันความชั่วอยู่ที่ตัวของเราหมด
ต้องกำสรดโศกร้างอยู่กลางหน
จงฟังหูไว้หูกับผู้คน
สืบยุบลเสียให้แน่อย่าแร่ไป

***คนขี้เหล้าเมายาอย่าไปเลือก***

คิดถึงตัวหาผัวนี้หายาก
มันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงใหล
คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร
แม้นหญิงใดร่วมห้องจะต้องจน
มักเบียดเบียนมีทางประดาเสีย
เหมือนเลี้ยง***อัปรีย์ไม่มีผล
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นตน
แล้วซุกซนตีชิงเที่ยววิ่งราว

 

***จะหาคู่ดูชายดีมีไม่น้อย***

จะหาคู่สู่สมนิยมหวัง
จงระวังชั่วช้าอัชฌาสัย
ที่ชายดีนั้นก็มีอยู่ถมไป
ใช่วิสัยเขาจะชั่วไปทั่วเมือง

 

***อย่าหลงผิดคิดไพล่คว้าชายชั่ว***

แต่ใจคนมักจะรนไปหาผิด
ครั้นได้คิดจิตตรอมออกผอมเหลือง
ต้องเดือดดิ้นกินน้ำตาอยู่นองเนือง
สุดจะเปลื้องราคินให้สิ้นคาว

***จะดีชั่วก็แต่ยังกำลังสาว***

เป็นสตรีสุดดีแต่เพียงผัว
จะดีชั่วก็ยังแต่กำลังสาว
ลงจนสองสามจืดไม่ยืดยาว
จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง

สำนวนไทย

Posted: มีนาคม 8, 2013 in Uncategorized

สำนวนไทย คือถ้อยคําหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่[1]หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สำนวน คือถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือความที่เรียบเรียงขึ้นในเชิงอุปมาอุปมัยโดยมีนัยแฝงเร้นซ่อนอยู้อย่างลึกซึ้ง แยบคาย เพื่อให้ผู้รับได้ไปตีความ ทำความเข้าใจด้วยตนเองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจแตกต่างไปความหมายเดิมหรืออาจคล้ายคลึงกับความหมายเดิมก็ได้ สันนิษฐานว่า สำนวนนั้นมีอยู่ในภาษาพูดก่อนที่จะมีภาษาเขียนเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยเมื่อพิจารณาจากข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงแล้ว ก็พบว่ามีสำนวนไทยปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ เช่น ไพร่ฟ้าหน้าใส หมายถึง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข

 การแบ่งประเภท

  1. การแบ่งตามมูลเหตุ
    1. หมวดที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ตื่นแต่ไก่โห่ ปลากระดี่ได้น้ำ แมวไม่อยู่หนูร่าเริง ไก่แก่แม่ปลาช่อน
    2. หมวดที่เกิดจากการกระทำ เช่น ไกลปืนเที่ยงสาวไส้ให้กากิน ชักใบให้เรือเสีย ปิดทองหลังพระ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
    3. หมวดที่เกิดจากสภาพแวดแวดล้อม เช่น ตีวัวกระทบคราด ใกล้เกลือกินด่าง] ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก
    4. หมวดที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
    5. หมวดที่เกิดจากระเบียบแบบแผนประเพณีความเชื่อ เช่น กงเกวียนกำเกวียน คู่แล้วไม่แคล้วกัน ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่
    6. หมวดที่เกิดจากความประพฤติ เช่น หงิมหงิมหยิบชิ้นปลามัน ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา คบคนดูหน้าซื้อผ้าดูเนื้อ ขี้เกียจสันหลังยาว
  2. มีเสียงสัมผัส
    1. คำสัมผัส เช่น คอขาดบาดตาย มั่งมีศรีสุข ทำมาค้าขาย
    2. 6-7 คำสัมผัส เช่น ปากเป็นเอก เลขเป็นโท คดในข้องอในกระดูก แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร ขิงก็ราข่าก็แรง
    3. 8 – 9 คำสัมผัส เช่น ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา
  3. ไม่มีเสียงสัมผัส
    1. 2 คำเรียงกัน เช่น กัดฟัน ของร้อน ก่อหวอด
    2. 3 คำเรียงกัน เช่น ไกลปืนเที่ยง ก้างขวางคอ ดาบสองคม
    3. 4 คำเรียงกัน เช่น ใกล้เกลือกินด่าง ผักชีโรยหน้า เข้าด้ายเข้าเข็ม
    4. 5 คำเรียงกัน เช่น ชักแม่น้ำทั้งห้า ลางเนื้อชอบลางยา ขว้างงูไม่พ้นคอ
    5. 6 – 7 คำเรียงกัน เช่น ยกภูเขาออกจากอก วันพระไม่มีหนเดียว ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

 คุณค่า

ภาษาพูดหรือภาษาเขียนของชนแต่ละชาติย่อมจะมีอยู่ด้วยกันสองอย่าง คือ พูดตรงไปตรงมาตามภาษาของตนเอง เป็นภาษาพูดที่ต่างคนต่างฟังเข้าใจกันได้ง่าย พูดเป็นชั้นเชิง มีการใช้โวหารและคำคล้องจองในการพูดและการเขียน ทั้งนี้ เพื่อให้ความหมายชัดเจนหรือขยายความออกไปให้กระจ่างขึ้น หรือเพื่อให้เกิดความไพเราะน่าฟัง เป็นภาษาที่เราเรียกว่า “โวหาร” “เล่นลิ้น” หรือ” พูดสำบัดสำนวน” สำนวนเหล่านั้นจะแสดงความหมายอยู่ในตัวประโยคนั้นเอง

ตัวละครสุดสร้างสรรค์ จาก พระอภัยมณี ผลงานแห่ง  กวีเอก สุนทรภู่

“รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา   รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ประโยคเด็ด จาก พระอภัยมณี วรรณกรรมแห่งประวัติศาสตร์ ผลงานที่สะท้อนแนวความคิดของ สุนทรภู่ ออกมามากที่สุด โดยโครงเรื่องมีความเป็นสากลมากยิ่งกว่าวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ตัวละครมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แสดงถึงความละเอียดและการเป็นคนใฝ่รู้ของ สุนทรภู่  นักเขียนการ์ตูนวัยรุ่น สมัยนี้ น่าเอาเป็นเยี่ยงย่าง จะได้เป็นเซียนตัวยง สร้างสรรค์คาแร็กเตอร์ตัวละคร และเรื่องราวได้เมามันส์ ชวนติดตาม อย่าง พระอภัยมณี ผลงานชิ้นดีของกวี สุนทรภู่

พระอภัยมณี

พระอภัยมณี เป็นโอรสของท้าวสุทัศน์กษัตริย์แห่งกรุงรัตนา กับนางปทุมเกสร มีน้องชายชื่อศรีสุวรรณ พระอภัยมณีไปเรียนวิชาเป่าปี่จนเชี่ยวชาญสามารถทำให้ผู้ที่ได้ยินเสียงปี่เคลิ้มหลับได้ แต่ท้าวสุทัศน์ไม่พอใจถึงขับไล่ออกจากเมืองไปพร้อมกับศรีสุวรรณ ระหว่างเดินทางพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาตัวไปอยู่กับนางในถ้ำจนมีลูกชายด้วยกันชื่อสินสมุทร ต่อมาพระอภัยมณีก็พาสินสมุทรหนีไปอยู่กับโยคีที่เกาะแก้วพิสดาร แล้วได้พบกับนาง สุวรรณมาลี ธิดาของท้าวสิลราช ครั้นได้แต่งงานกับนางแล้ว ก็ต้องทำสงครามกับอุศเรนซึ่งเป็นคู่หมั้นนาง จนอุศเรนตาย นางละเวงวัณฬาน้องสาวของอุศเรนคิดแก้แค้นแทนจึงต้องทำสงครามกัน พระอภัยมณีถูกนางทำเสน่ห์ ให้หลงใหลนาง จนตามไปอยู่ในเมืองลังกาด้วย และนางยังยุให้ พระอภัยมณีทำสงครามกับฝ่ายเดียวกัน กระทั่งโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาเทศนาโปรด สงครามจึงยุติลง ในบั้นปลายชีวิตพระอภัยมณีไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญศีลอยู่ที่เข้าสิงคุตร์

พระอภัยมณีมีนิสัย เจ้าชู้ จึงมีภรรยาหลายคน คือ

-นางผีเสื้อสมุทรมีลูกชายชื่อ สินสมุทร

-นางเงือกมีลูกชายชื่อ สุดสาคร

-นางวาลีอยู่ด้วยกันไม่นานนางก็ตาย

-นางสุวรรณมาลีมีธิดาฝาแฝด คือ สร้อยสุวรรณ จันทร์สุดา

-นางละเวงวัณฬามีลูกชายชื่อ มังคลา

 

นางสุวรรณมาลี

นางสุวรรณมาลี เป็นธิดาของท้าวสิลราช กษัตริย์เมืองผลึก กับนางมณฑา นางมีรูปโฉมงดงามมาก แต่มีนิสัยขี้หึง ได้หมั้นหมายไว้กับอุศเรนโอรสกษัตริย์เมืองลังกา นางลงเรือไปเที่ยวทะเลกับท้าวสิลราชแล้วได้ไปพบกับพระอภัยมณีที่เกาะแก้วพิสดาร สินสมุทรบุตรของพระอภัยมณีพยายามเป็นสื่อให้นางรักใคร่กับพระอภัยมณี ครั้นได้กลับไปถึงเมืองผลึกนางก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกับพระอภัยมณี ทั้งสองมีธิดาฝาแฝดชื่อสร้อยสุวรรณและจันทร์สุดา ต่อมาพระอภัยมณีตัดสินใจบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญศีลอยู่ที่เขา สิงคุตร์ นางสุวรรณมาลีก็บวชตามไปปรนนิบัติด้วยความจงรักภักดี
นางผีเสื้อสมุทร

“ อียักษา ตาโตโมโหมาก รูปก็กากปากก็เปราะไม่เหมาะเหมง

นมสองข้างอย่างกระโปรงดูโตงเตง ผัวของเอ็งเขาระอาไม่น่าชม ”

นางผีเสื้อสมุทรเป็นยักษ์ อาศัยอยู่ในถ้ำซึ่งอยู่กลางทะเล สามารถแปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยได้ ชาติก่อนได้พรจากพระอิศวรให้ถอดดวงใจใส่ไว้ในก้อนหินได้ นางจึงกำเริบใจไปต่อสู้กับพระเพลิงจึงถูกไฟกรดเผาจนร่างมอดไหม้ นางก็กลายเป็นปีศาจสิงอยู่ในก้อนหินที่ฝากดวงใจไว้ ครั้นเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายปี ก้อนหินก็มีแขนขา หน้าตางอกออกมา แล้วในที่สุดก็มีชีวิตขึ้นมาอีก วันหนึ่งนางเห็นพระอภัยมณีก็นึกรักจึงอุ้มไปอยู่กับนางในถ้ำ จนมีลูกชายด้วยกันชื่อสินสมุทร ต่อมาพระอภัยมณีกับสินสมุทรก็พากันหนีไปจากนาง นางผีเสื้อสมุทรออกติดตามไปด้วยความรัก แต่แล้วนางก็ต้องตายด้วยเสียงปี่ของพระอภัยมณี ร่างของนางก็กลับกลายเป็นหินอยู่ที่ชายหาดริมทะเลนั่นเอง

 

นางละเวงวัณฬา

นางละเวงวัณฬา เป็นธิดากษัตริย์เมืองลังกาและเป็นน้องของอุศเรน เมื่อพ่อและพี่ชายของนางตาย นางก็ครองเมืองแทนโดยมีตราราหูเป็นของวิเศษประจำตัว นางต้องการแก้แค้นแทนพ่อและพี่ชายจึงส่งภาพวาดของนางซึ่งทำเสน่ห์ไว้พร้อมกับแนบจดหมายชักชวนให้ทำศึกกับเมืองผลึกไปถึงเจ้าเมืองต่างๆ โดยสัญญาว่าถ้าใครมีชัยชนะนางพร้อมจะเป็นภรรยาและยกเมืองลังกาให้ครองด้วย บรรดาเจ้าเมืองเหล่านั้นหลงรูปของนางจึงยกทัพมารบกับเมืองผลึก แต่พ่ายแพ้ไปหมดทุกกองทัพ พระอภัยมณีจึงยกทพไปตีเมืองลังกาบ้าง นางละเวงใช้วิธีทำเสน่ห์ให้พระอภัยมณีหลงรักนาง แล้วนางก็ยุให้สู้รบกับกองทัพฝ่ายเมืองผลึก จนโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดารมาเทศนาโปรด สันติสุขจึงกลับคืนมา เมื่อพระอภัยมณีออกบวช นางก็บวชตามไปปรนนิบัติรับใช้เช่นเดียวกับนางสุวรรณมาลี

 

นางเงือก

นางเงือก มีร่างครึ่งคนครึ่งปลา คือ กายท่อนบนเป็นหญิงสาวสวย แต่ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปมีหางเป็นปลา อาศัยอยู่ในทะเล นางเงือกกับพ่อแม่ของนางได้ช่วยพาพระอภัยมณีกับสินสมุทรหนีนางผีเสื้อสมุทรไปที่เกาะแก้วพิสดาร แต่พ่อแม่ของนางหนีไม่ทันจึงโดนนางผีเสื้อสมุทรจับกิน แล้วนางเงือกก็ตกเป็นภรรยาของพระอภัยมณี ต่อมาพระภัยมณีกับสินสมุทรบวชเป็นโยคีและอาศัยเรือของท้าวสิลราชกลับไปบ้านเมือง ก่อนจากกันพระอภัยมณีไปล่ำลานางเงือกและฝากแหวนกับปิ่นไว้ให้ลูกในท้องนาง เวลาผ่านไปนางเงือกคลอดลูกชาย รูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์และฝากให้โยคีเลี้ยงดูแลให้เพราะนางเลี้ยงลูกเองไม่สะดวก โยคีตั้งชื่อให้ว่า สุดสาคร

ศรีสุวรรณ

ศรีสุวรรณ เป็นโอรสของท้าวสุทัศน์กับนางปทุมเกสรแห่งกรุงรัตนา และเป็นน้องของพระอภัยมณี ได้เรียนวิชากระบี่กระบองจนชำนาญ แต่วิชาที่เรียนไม่ถูกใจของท้าวสุทัศน์จึงถูกขับไล่ออกจากเมืองพร้อมกับพระอภัยมณี ระหว่างเดินทางศรีสุวรรณต้องพลัดพรากกับพี่ชาย เพราะพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาตัวไป ศรีสุวรรณจึงพยายามออกติดตามหาไปจนถึงเมืองรมจักรมีโอกาสได้รู้จักกับนางเกษราซึ่งเป็นธิดาของท้าวทศวงศ์กษัตริย์เมืองรมจักรและได้แต่งงานกัน ต่อมาศรีสุวรรรณก็ได้ครองเมืองรมจักรแทน ท้าวทศวงศ์จนเวลาผ่านไปหลายปีจึงได้พบกับพระอภัยมณีอีกครั้ง

ศรีสุวรรณ มีภรรยา ๓ คน คือ

-นางเกษรา มีธิดาด้วยกันชื่อนางอรุณรัศมี

-นางรำภาสะหรี มีบุตรชายชื่อวลายุดา

-นางศรีสุดา ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของนางเกษรา มีบุตรชายชื่อกฤษณา

 

 

สินสมุทร

สินสมุทรเป็นบุตรของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทร มีรูปร่างหน้าตางดงามคล้ายพระอภัยมณี แต่มีเขี้ยว ผมหยิก ตาแดง มีกำลังมาก พออายุได้ ๘ ขวบพ่อก็ชวนให้หนีไปอาศัยอยู่กับโยคีที่เกาะแก้วพิสดาร     ต่อมาทั้งสองได้อาศัยไปกับเรือของท้าวสิลราชเพื่อเดินทางกลับกรุงรัตนาแต่เรือแตก เพราะถูกนางผีเสื้อสมุทรตามมาอาละวาด สินสมุทรพานางสุวรรณมาลีหนีไปที่เกาะแห่งหนึ่งจึงพลัดกับพ่อ ต่อมาโจรสุหรั่งรับขึ้นเรือไปด้วย สินสมุทรโกรธที่โจรสุหรั่งลวนลามนางสุรรณมาลีจึงฆ่าโจรสุหรั่งตาย แล้วยึดเรือลำนั้นเดินทางต่อไปจนถึงเมืองรมจักรได้พบกับศรีสุวรรณ จึงชวนกันไปติดตามหาพระอภัยมณีจนกระทั่งได้พบกัน เมื่อเสร็จศึกกับเมืองลังกาแล้ว สินสมุทรก็ได้แต่งงานกับนางอรุณรัศมี

 

สุดสาคร

สุดสาครเป็นบุตรของพระอภัยมณีกับนางเงือก ว่ายน้ำและดำน้ำเก่ง โยคีนำมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เพิ่งคลอดและสั่งสอนวิชาต่างๆให้แตกฉาน เมื่ออายุได้ ๓ ขวบก็จับม้านิลมังกรมาได้ โยคีแนะนำให้สุดสาครตามหาพ่อโดยให้ไม้เท้าวิเศษไว้ป้องกันตัวและบวชเป็นโยคีให้ ระหว่างเดินทางถูกชีเปลือยแก่หลอกไปผลักตกเหว แล้วยึดไม้เท้ากับม้านิลมังกรไปแตไม่นานม้าก็หนีกลับมาหา โยคีตามไปช่วยสุดสาครขึ้นจากเหวได้สุดสาครจึงเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม สิบปีผ่านไปสุดสาครก็ขออำลาไปตามหาพระอภัยมณีอีก หัสไชยและนางเสาวคนธ์โอรสธิดาของสุริโยไทยขอตามไปด้วยแล้วทั้งสามก็ตามหาพระอภัยมณีจนพบ ต่อมาสุดสาครได้แต่งงานกับนางเสาวคนธ์แล้วเป็นกษัตริย์ครองเมืองลังกา